- -ช็อกโกแลตธรรมดา (Dark Chocolate หรือเรียกเป็น continental, luxury, bitter ก็ได้)
- -ช็อกโกแลตคูแวร์ตู (Couverture)
- -ช็อกโกแลตนม (Milk Chocolate)
- -ช็อกโกแลตแบบไม่หวาน (Unsweetened Chocolate)
- -ช็อกโกแลตกึ่งหวาน (semi-sweet)
- -ช็อกโกแลตหวาน (sweet chocolate)
- -ช็อกโกแลตผง (Chocolate powder)
- -ช็อกโกแลตชิพ (Chocolate chips)
- -ช็อกโกแลตออกานิค (Organic chocolate)
- -ช็อกโกแลตขาว (White chocolate)
- -ช็อกโกแลตเคลือบขนมเค้ก (Chocolate-flavored Cake Covering)
- -ลิควิด ช็อกโกแลต (liquid chocolate)
- -Ganache (ช็อกโกแลตที่นำไปผสมกับวิปปิ้ง)
- -Confectionery Coating (มักใช้เคลือบลูกกวาด)
วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Lamour's :: ประเภท และ ชนิดของช็อกโกแลต
Lamour's :: ประโยชน์และโทษของช็อกโกแลต
ประโยชน์ของช็อกโกแลต
1. ไม่ทำให้ฟันผุ
ช็อกโกแลต ละลายได้ในน้ำลาย จึงไม่เหลือคราบติดที่ฟัน และ
ยังมีกรดแทนนิน ซึ่งช่วยยับยั้ง การเกิดแบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุ
2. เป็นยาคลายเครียด
ช็อกโกแลตมีสารกระตุ้นระบบประสาท ทำให้สมองผ่อนคลาย
และยังมีเซโรโทนินซึ่งเป็นสารสร้างความสุข ทำให้อารมณ์ดี
3. ดีต่อหัวใจ
ในช็อกโกแลตมีสาร โพลีฟีนอล เป็นสารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ
และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดี โดย สารโพลีฟีนอลมีอยู่มากที่สุด
ในช็อกโกแลตร้อน โกโก้ รองลงมาคือช็อกโกแลตดำ
และช็อกโกแลตนม
4. เป็นของแทนใจ
ช็อกโกแลตเป็นของขวัญที่นิยมให้กันมาก โดยเฉพาะใน
วันวาเลนไทน์
5. ลดการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ในช็อกโกแลตมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ซึ่งจะช่วยให้ร่างกาย
เพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลตัวที่มีประโยชน์ ทำให้ตัวที่
เป็นอันตรายลดการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ซึ่งช่วยลด
การเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
(ต้องบริโภคช็อกโกแลตเป็นประจำในปริมาณพอสมควรเท่านั้น)
โทษของช็อกโกแลต
ช็อกโกแลตมี เฟนิลไธลามิน, ธีโอโบรไมน์ และกาเฟอีน
อีกทั้งช็อกโกแลตสำเร็จรูปที่วางขายกันทั่วไปนั้น มีการแต่งกลิ่น
และสีรวมทั้งเพิ่มน้ำตาลเข้าไปไม่น้อยเพื่อให้ขนมมีรสหวานมากๆ
และ การรับประทานช็อกโกแลตจำนวนมากๆ ก็เท่ากับว่าเราได้รับ
น้ำตาลมากเกินควร
2. อาจทำให้เกิดโรคอ้วน
เพราะช็อกโกแลตให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน
วิตามินเอ ดี เค และธาตุเหล็กค่อนข้างสูง หากทานมากเกินไป
อาจทำให้เป็นโรคอ้วนได้
3. เกิดอาการแพ้ช็อกโกแลต
ถ้ารับประทานมากเกินไป จะเกิดสิวกลางจมูก ซึ่งคืออาการแพ้
.....
วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Lamour's :: ประวัติช็อกโกแลต [3] (จบ)
ในปี 1529 เมื่อคอร์เทสครองแอซแทคได้สำเร็จ
เขาก็นำเมล็ดโกโก้ กลับสเปนด้วย จากนั้นรสชาติของ
น้ำช็อกโกแลต ก็ได้รับอิทธิพลของสเปนคือ มีการเพิ่มน้ำตาลทราย
วานิลลา กลิ่นอบเชยลงไป
หลังจากนั้นอีกเกือบหนึ่งศตวรรษ ความหอมหวานของเครื่องดื่ม
ช็อกโกแลต จึงเริ่มเข้าไปแพร่หลายในทวีปยุโรป
หลายประเทศยุโรปเริ่มนำเอาพันธุ์พืชคาเคา
ไปปลูกในประเทศอาณานิคมไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร
เนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส ต่างยึดเมืองแถบเส้นศูนย์สูตร
เป็นอาณานิคม อังกฤษนำต้นคาเคามาปลูกบนเกาะซีลอน
หรือศรีลังกา เนเธอร์แลนด์นำไปเพาะปลูกที่เวเนซุเอลา
ชวา และสุมาตรา ส่วนฝรั่งเศสปลูกที่เวสท์อินดีส
อย่างไรก็ดี ชาวสเปนยังคงวิธีการเตรียมและกระบวนการ
ทำช็อกโกแลตไว้เหมือนเดิม และยังคงใช้ชาวพื้นเมือง
เก็บฝักและหมัก ตาก ทำความสะอาด และคั่วเมล็ดคาเคา
สเปนยังได้ประดิษฐ์เครื่องมือชนิดใหม่สำหรับใช้ทำ
ช็อกโกแลตด้วย ซึ่งก็คือ ไม้คนที่เรียกว่า โมลินีโอ
เอาไว้คนให้ช็อกโกแลตเป็นโฟมละเอียดง่ายขึ้น
ต้นศตวรรษที่ 18 เป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการเปิดร้านขายเครื่องดื่ม
ช็อกโกแลตแข่งกับ ร้านขายกาแฟในกรุงลอนดอน และผลของ
การปฎิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้มีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วย
ในการผลิต ก็ทำให้เจ้าช็อกโกแลต มีราคาต่ำลง จนคนทั่วไป
สามารถหาซื้อมาบริโภคได้
ในศตวรรษที่ 19 ช็อกโกแลตมีการเปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่างอยู่ 2 อย่างคือ
1. ช็อกโกแลตแท่ง
ในปี 1847 บริษัทในอังกฤษได้ผลิต “ช็อกโกแลตแท่ง” ที่กินได้
2. ช็อกโกแลตนม
แดเนียล พีเทอร์ ได้หาทางผสมนมลงไปในช็อกโกแลต
กลายเป็นช็อกโกแลตนม
และในปี พ . ศ . 2271 เจ . เอส . ฟราย (J.S.Fry) เป็นผู้ตั้งโรงงาน
ทำช็อกโกแลตในประเทศอังกฤษ ขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองบริสตอล
ในปี พ . ศ . 2371 คอนราดฟอน เฮาเซ่น นักเคมีชาวสวีเดน
ค้นพบวิธีการสกัดไขมันที่เรียกว่า ไขมันโกโก้ ออกมาเป็นช็อกโกแลต
ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นผงโกโก้ได้สำเร็จ โดยที่ เจ . เอส . ฟราย
รวมถึงแคดเบอรี่เป็นผู้นำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิต
ช็อกโกแลตแท่งสำหรับบริโภคได้ในอีก20ปีต่อมา
คนทั่วโลกจึงได้ลิ้มรสของช็อกโกแลต
ในรูปแบบที่ไม่ใช่เครื่องดื่ม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลังจากนั้นอีกประมาณ 30 ปี ชาวสวิสจึงพัฒนาธุรกิจขนมหวาน
และช็อกโกแลตนมจนเป็นที่นิยมบริโภคมาจนถึงปัจจุบัน
.....
Lamour's :: ประวัติช็อกโกแลต [2]
เมื่อตอนไปสำรวจ และพบทวีปอเมริกา
ในตอนนั้น โคลัมบัสและลูกเรือ ไม่รู้ว่า เมล็ดโกโก้ เป็นสิ่งที่
ใช้แทนเงิน จึงคิดว่าเป็นเพียงเมล็ดพืชที่ไม่ค่อยมีค่าเท่าไรนัก
เครื่องดื่มถวายกษัตริย์ ว่ากันว่า
จักรพรรดิมอนเทซูมาดื่มน้ำ
ช็อกโกแลต ถึงวันละ 50 ถ้วย
เมื่อกองทัพสเปนมาถึงนั้น จักรพรรดิ
(ซึ่งคิดว่าคอร์เทสเป็น เทพเจ้า)
ทรงให้การต้อนรับด้วย น้ำช็อกโกแลต
ที่ใส่ในภาชนะทองคำ อย่างสุดหรูราวกับ
มันเป็นอาหารจากแดนสวรรค์
(ต้นโกโก้ (cacao tree) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Theobroma cacao
คาโรลัส ลินเนียส นักพฤกษศาสตร์
ชาวสวีเดนเป็นผู้ตั้งชื่อนี้
คำว่า Theobroma มีรากศัพท์มาจาก
ภาษากรีก
มีความหมายว่า อาหาร ของพระเจ้า
(Theos = พระเจ้า และ broma หรือ
brosis = อาหาร )
ชนชั้นสูงดื่มกินน้ำช็อกโกแลต คนที่จะถูกสังเวยชีวิต ในพิธีบูชายัญ
มนุษย์จะได้ดื่มน้ำช็อกโกแลตเพื่อกระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวา
และมีการถวายน้ำช็อกโกแลตให้เทพเจ้าเค็ทซัลคอทัลด้วย
มาให้มนุษย์ลิ้มลอง แต่สิ่งที่ท่านทิ้งไว้เป็นที่ระลึกก็คือ
ต้นโกโก้ที่งอกงามไปทั่วพื้นดิน ท่านจึงได้ครองอีกตำแหน่งหนึ่ง
คือ เทพแห่งต้นโกโก้
![]() |
| Christopher Columbus ที่มา :: http://www.toptenthailand.com/display.php?id=548 |
ค.ศ. 1492 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้รู้จักโกโก้
เมื่อตอนไปสำรวจ และพบทวีปอเมริกา
ในตอนนั้น โคลัมบัสและลูกเรือ ไม่รู้ว่า เมล็ดโกโก้ เป็นสิ่งที่
ใช้แทนเงิน จึงคิดว่าเป็นเพียงเมล็ดพืชที่ไม่ค่อยมีค่าเท่าไรนัก
![]() |
| Hernando Cortes ที่มา :: http://education.kings.edu/kdils/mike%20galli/lesson3.html |
จนกระทั่งเมื่อเฮอร์นันโด คอร์เทส ชาวเสปนเดินทางไปยัง
จักรวรรดิแอสแทค เขาเห็นชาวแอสเท็คใช้เมล็ดโกโก้ในการเตรียม![]() |
| ภาพจักรพรรดิมอนเตซูม่า กับ เฮอร์นันโด คอร์เทส ที่มา :: http://www.blogger.com/goog_116536078 eb-media/58/19358-004-EE106B7C.jpg |
เครื่องดื่มถวายกษัตริย์ ว่ากันว่า
จักรพรรดิมอนเทซูมาดื่มน้ำ
ช็อกโกแลต ถึงวันละ 50 ถ้วย
เมื่อกองทัพสเปนมาถึงนั้น จักรพรรดิ
(ซึ่งคิดว่าคอร์เทสเป็น เทพเจ้า)
ทรงให้การต้อนรับด้วย น้ำช็อกโกแลต
ที่ใส่ในภาชนะทองคำ อย่างสุดหรูราวกับ
มันเป็นอาหารจากแดนสวรรค์
(ต้นโกโก้ (cacao tree) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Theobroma cacao
![]() |
| Carolus Linnaeus ที่มา :: http://www.blogger.com/goog_116536071 /node/44224?page=0%2C1 |
คาโรลัส ลินเนียส นักพฤกษศาสตร์
ชาวสวีเดนเป็นผู้ตั้งชื่อนี้
คำว่า Theobroma มีรากศัพท์มาจาก
ภาษากรีก
มีความหมายว่า อาหาร ของพระเจ้า
(Theos = พระเจ้า และ broma หรือ
brosis = อาหาร )
ชนชั้นสูงดื่มกินน้ำช็อกโกแลต คนที่จะถูกสังเวยชีวิต ในพิธีบูชายัญ
มนุษย์จะได้ดื่มน้ำช็อกโกแลตเพื่อกระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวา
และมีการถวายน้ำช็อกโกแลตให้เทพเจ้าเค็ทซัลคอทัลด้วย
ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเทพเค็ทซัลคอทัลถูกสวรรค์ลงโทษ
ที่นำช็อกโกแลตซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์จากแดนสวรรค์
ที่นำช็อกโกแลตซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์จากแดนสวรรค์
มาให้มนุษย์ลิ้มลอง แต่สิ่งที่ท่านทิ้งไว้เป็นที่ระลึกก็คือ
ต้นโกโก้ที่งอกงามไปทั่วพื้นดิน ท่านจึงได้ครองอีกตำแหน่งหนึ่ง
คือ เทพแห่งต้นโกโก้
Lamour's :: ประวัติช็อกโกแลต [1]
ถ้าอยากรู้เรื่องราวให้กระจ่าง อิฮั้นก็พร้อมที่จะแถลงไข
ช็อกโกแลต คือ การรวมกันของเมล็ดโกโก้ และ เนยโกโก้
แล้วก็ บรึ้มม~ กลายเป็นช็อกโกแลต!!
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Lamour’s :: จากโกโก้ สู่ ช็อกโกแลต)
คำว่า โกโก้ (Cacao) มาจากคำว่า Ka'kau' ในภาษามายา
ส่วน คำว่า ช็อกโกแลต (Chocolate)นั้น มีที่มาไม่ชัดเจน
.......อาจจะมาจากคำว่า...
1.chokola'j ในภาษามายา หมายถึง “มาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน
2.Chokol ที่แปลว่า ร้อน ในภาษามายา ผสมกับคำว่า atl
ของแอซเทคที่แปลว่า น้ำ
3.Xocolātl (ที่นำเอาคำว่า xococ ที่แปลว่า ขม มา ผสมกับ คำว่า
ātl ที่หมายถึง น้ำ หรือ ดื่ม)ของชาวแอซเทค
--ฯลฯ-- (แปลว่า มีอีกบานตะไท)
หลักฐานชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดที่เกี่ยวกับช็อกโกแลตนั้น
มีมาตั้งแต่ 1100-1400 ปี ก่อนคริสตกาล (เกิดทันกันอ้ะเปล่า?)
ของเผ่า Olmec ที่ Puerto Escondido ในประเทศฮอนดูรัส (Honduras)
พบเป็นคราบตะกอนของโกโก้ในภาชนะชนิดหนึ่ง (ซันไลท์ยังไม่มีขายแน่ๆ)
พวกเขาไม่ได้ใช้โกโก้ไปดื่ม แต่ใช้เยื่อสีขาวรอบนอกเมล็ดโกโก้
ไปหมักให้เป็นน้ำตาลเพื่อเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
![]() |
| ภาพวาดของชาวมายา เกี่ยวกับพ่อครัวที่ห้ามไม่ให้คนจับโถใส่ช็อกโกแลต ที่มา :: http://en.wikipedia.org/wiki/File:Mayan_people_and_chocolate.jpg |
ส่วนชาวมายา (ค.ศ. 250-900) ได้นำต้นคาเคา
![]() |
| คำว่า โกโก้ (Kakau) ในภาษามายา ที่มา :: http://ajourneythroughguatemala.blogspot.com /2010/05/chocolate-food-for-gods-speciality-of.html |
(จากนี้ไป ขอเรียกว่าต้นโกโก้)
มาจากป่าฝนและปลูกไว้ที่สวน
หลังบ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ด
มาหมักบ้าง คั่วบ้าง แล้วยังบดเป็น
เนื้อเหนียว อยากชงเป็นเครื่องดื่ม
ก็เอามาผสมน้ำ โรยพริกไท
แป้งข้าวโพด ก็จะได้เครื่องดื่มช็อกโกแลตรสจัด
ชาวมายาจะดื่มช็อกโกแลตกัน
ในวาระพิเศษ ขณะที่บรรดา
เชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก
อาณาจักรของชาวแอซเทค
ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่
ของอารยธรรมเมโสอเมริกา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบัน
เรียกว่า เม็กซิโกซิตี้
และยังเรียกเก็บค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลย
เป็นเมล็ดคาเคา โดยใช้แทนค่าเงิน
โดยปรุงรสชาติให้ซู่ซ่าขึ้นด้วยเครื่องเทศ
ชาวเมโสอเมริกาสมัยนั้น ยังไม่มีใครปลูกอ้อย ก็เลยไม่มีใครใส่น้ำตาล
ชาวแอซเทค บรรดาผู้ปกครองระดับสูง พระ ทหารยศสูง
และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้
ช็อกโกแลตมีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา
เพราะใช้เมล็ดคาเคาเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้า และดื่มในพิธีสำคัญ
![]() |
| เทพพระเจ้าแห่งโกโก้ของชาวมายา ที่มา :: http://ajourneythroughguatemala.blogspot.com/ 2010/05/chocolate-food-for-gods-speciality-of.html |
ชาวมายาจะดื่มช็อกโกแลตกัน
ในวาระพิเศษ ขณะที่บรรดา
เชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก
ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 14
อาณาจักรของชาวแอซเทค
ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่
ของอารยธรรมเมโสอเมริกา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบัน
เรียกว่า เม็กซิโกซิตี้
![]() |
| แผนที่แสดงอาณาเขต (สีส้มคือ ของชาว แอซเทค สีเขียว คือ ของชาว มายา) ที่มา :: http://www.crystalinks.com/mayan.html |
ชาวแอซเทคได้ซื้อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายาและชนชาติอื่น
และยังเรียกเก็บค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลย
เป็นเมล็ดคาเคา โดยใช้แทนค่าเงิน
ชาวแอซเทคนิยมดื่มช็อกโกแลตขมเช่นเดียวกับชาวมายายุคแรก
โดยปรุงรสชาติให้ซู่ซ่าขึ้นด้วยเครื่องเทศ
ชาวเมโสอเมริกาสมัยนั้น ยังไม่มีใครปลูกอ้อย ก็เลยไม่มีใครใส่น้ำตาล
ชาวแอซเทค บรรดาผู้ปกครองระดับสูง พระ ทหารยศสูง
และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้
ช็อกโกแลตมีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา
เพราะใช้เมล็ดคาเคาเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้า และดื่มในพิธีสำคัญ
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Lamour's :: จากโกโก้ สู่ ช็อกโกแลต
![]() |
| ผลโกโก้ ที่มา :: http://www.tropicalfruitnursery.com/fruitproducts_c1.htm |
ในหนึ่งปีต้นโกโก้ที่มีการเจริญเต็มที่อาจจะมีดอกประมาณ
6000 ดอก แต่มีฝักโกโก้ (ผลโกโก้: cacao pod) เพียง 20 ฝัก
ภายในฝักจะมีเมล็ดโกโก้ (cacao seed หรือ cacao bean) อยู่ข้างใน
เมล็ดโกโก้ที่ถูกแกะออกมาจากผลแล้ว จะนำไปผ่านกระบวนการหมัก
เป็นเวลา 5-6 วัน เซลล์สืบพันธุ์ (germ)ที่ติดอยู่กับเมล็ดโกโก้จะตายไป
ทำให้เมล็ดโกโก้เกิดรูพรุนและมีสีน้ำตาล (น่าสงสาร)
เป็นเวลา 5-6 วัน เซลล์สืบพันธุ์ (germ)ที่ติดอยู่กับเมล็ดโกโก้จะตายไป
ทำให้เมล็ดโกโก้เกิดรูพรุนและมีสีน้ำตาล (น่าสงสาร)
นอกจากนี้ในขั้นตอนการหมักช่วยทำให้ความขมลดลง
และทำให้เกิดกลิ่นที่ดีขึ้น แล้วเอาไปตากให้แห้ง
ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อลดระดับความชื้น
จาก 60% ให้เหลือเพียงประมาณ 7% ต่อมาจะถูกนำไปทำความสะอาด
คัดคุณภาพ เมล็ดโกโก้แห้งจะถูกนำมาคั่วตั้งแต่ 10 นาที
ไปจนถึง 30 นาที ที่อุณหภูมิประมาณ 120-130 องศาเซลเซียส
ขั้นตอนการคั่วจะมีผลกระทบต่อรสชาติสุดท้ายของช็อกโกแลต
เมื่อคั่วเสร็จเปลือกที่ห่อหุ้มเมล็ดโกโก้อยู่จะถูกกำจัดออก
โดยการร่อนและใช้ลมเป่า ส่วนที่เหลือถูกเรียกว่า Cacao kernel
หรือ Cacao nib
Cacao nib ถูกนำไปบดด้วยความเร็วสูงและที่อุณหภูมิสูงด้วยเช่นกัน
เพื่อทำให้เปลี่ยนเป็นสีดำน้ำตาล หนืด เรียกว่า cacao liquor หรือ
![]() |
| cacao liquor หน้าตาประมาณนี้ล่ะ ที่มา :: http://tuscanychic.com/page/2 |
cacao paste ซึ่งมีไขมันโกโก้(cocoa butter)
เป็นองค์ประกอบประมาณ 53-55 %
cacao liquor ยังไม่มีรสชาติที่หวานและ
ความขมยังค่อนข้างสูงจึง
ไม่เหมาะต่อการรับประทาน จึงถูกนำไป
อัดใส่บล็อครูปสี่เหลี่ยมให้เป็นแท่ง สำหรับนำไปใช้ในอุตสาหกรรม
และการทำอาหารบางชนิด
รวมทั้งถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักของ
การผลิตช็อกโกแลตสำหรับทาน
การผลิตช็อกโกแลตนอกจากมี cacao liquor
เป็นวัตถุดิบหลักแล้ว
ยังต้องเติมส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่ น้ำตาล
ไขมันโกโก้ (cocoa butter) ซึ่งเป็นไขมันที่สกัดมาจากเมล็ดโกโก้
เมื่อนำส่วนผสมดังกล่าวมาคลุกเคล้ากันแล้ว ก็นำไป counching
ที่มา :: http://www.student.chula.ac.th/~51370690/method%20.htm
counching เป็นกระบวนการที่ทำให้อนุภาคของน้ำตาลและโกโก้
มีขนาดเล็กเกินกว่าที่ลิ้นของเราจะสัมผัสกับอนุภาคเหล่านั้นได้
ซึ่งทำได้โดยการบดด้วยลูกกลิ้ง ดังนั้นเมื่อเราทานช็อdโกแลต
จึงทำให้รู้สึกว่าเนื้อช็อdโกแลตนั้นนุ่มเรียบ
ช็อกโกแลตที่มีคุณภาพสูงต้องใช้กระบวนนี้ถึง 3 วัน
ส่วนช็อกโกแลตที่มีคุณภาพต่ำใช้เวลาเพียง 6 ชม.
ในขั้นตอนนี้อาจเติมสารปรุงกลิ่นรสต่างๆ เช่น วานิลลา,อบเชย
(ชื่อภาษาอังกฤษสุดหรู เรียก ซินนาม่อน Cinnamon) เพื่อเพิ่มความหอมอร่อยยิ่งขึ้น
ช็อกโกแลตจะถูกเก็บไว้ในถังซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิไว้ประมาณ
45-50 องศาเซลเซียส เพื่อรอนำไปขึ้นรูปเป็นรูปแบบต่างๆรลดอุณหภูมิ
เพื่อให้ช็อกโกแลตมีรูปร่างคงที่ตามต้องการก่อนที่จะบรรจุ
และนำจำหน่าย
.....
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Lamour's :: ก้าวแรกสู่เนื้อหา
สวัสดีชาวโลกทุกคน └( ̄▽ ̄*)
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog ของอิฮั้นนะฮะ!!
ก็เป็น Blog บวมๆ ที่คนทำยัง มึนๆ ตัวเอง
Blog นี้ ก็เกิดขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการ ลอก เรียบเรียง ของตัวอิฮั้นเอง
หากมีข้อผิดพลาดประการใด โปรดอย่าแจ้งความเลยนะฮะ
ไม่มีเงินจ้างทนาย (;→д←)""
... เข้าเรื่องกันดีกว่า ...
พระเอกของ Blog นี้ ก็คงหนีไม่พ้น เจ้า "Chocolate" (ใครเดาถูก ยกมือขึ้น!!)
ที่ทานได้ ดื่มได้อะฮ่ะ (บางคน เอาไปอาบก็มี)
หาใช่ Blog review ภาพยนตร์ไทย เรื่องช็อกโกแลต จีจ้าแต่อย่างใด
![]() |
| ภาพต้นฉบับจาก http://www.weloveshopping.com/template/a12/showproduct.php?shopid=200565&productid=E10149 |
(ไว้อาลัยมุกตัวเอง 1 บรรทัด..)
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน ของปีพ.ศ. 2542 ที่บอกว่า
ให้เรียกเป็น ช็อกโกเลต (สระ-เอ) หรือ ช็อกโกแลต (สระ-แอ) เท่านั้นนะฮะ
(ไม่ใช่ ช็อค หรือ ชอล์ก) เนื่องจาก มันถูกต้องตามพจนานุกรม!!
และ อิฮั้นคาดว่า ใน Blog นี้ คงจะมีศัพท์วิบัติ โผล่อีกมากมายก่ายกอง
ด้วยความที่ไม่อยากให้มันเป็นทางการเกินไปนัก
และอยากเพิ่มอรรถรสในการอ่าน (?)
ต้องขออภัย ทุกท่าน ที่ยึดถือเรื่องหลักภาษาไทยด้วยนะฮะ
หวังว่า Blog นี้จะมีประโยชน์แก่หลายๆท่านที่หลงเข้ามาฮ่ะ (。◠‿◠。)
.....
![]() |
| ภาพจาก http://health.kapook.com/view2100.html |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















